nanoei

nanoei
ปิ๊ง ปิ๊ง

วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

อยู่ดีดีก็นึกถึงตอนที่คบกับวสันต์ใหม่ๆ 

นึกอยากไปลองของกันที่ห้องน้ำหญิงบนตึกวิศวะ(ตึกM)

มีเพื่อนๆ แบ้งค์ไปด้วยอีก 4-5 คน

เรื่องของเรื่อง เขาเล่าว่าห้องน้ำหญิงชั้นนี้เฮี้ยน(จำไม่ได้ว่าชั้นไหน)

และก็บอกว่าลิฟต์ตัวกลางมีคนงานตกลงไปเสียชีวิตสมัยสร้างตึก

คืนนั้นไม่เจอผี แต่เจอเรื่องฮาๆ มาแทน

จำไม่ได้ว่าใครเดินไปที่ห้องน้ำ ยังไม่ทันเจออะไรเลย

ต่างคนต่างวิ่ง ที่ฮาคือ เนยวิ่งลงชั้นล่างแบ้งค์วิ่งขึ้นชั้นบน

เพื่อนแบ้งก์คนหนึ่ง (น่าจะเป็นก๊อต) บอกทำนองว่า จะคบกันนานไหมเนี้ย

เพราะไม่สามัคคีกันเลย ฮาๆๆ นาทีนั้น ตัวใครตัวมัน 

ทีแรกกดลิฟต์ มีลิฟต์ตั้งสามตัว ดันเป็นตัวกลางที่เปิด

ใครมันจะกล้าเข้าไปวะ เจอคนงานที่ตกลิฟต์จะทำไง 

หลังจากวสันต์เลือกภาค ไม่ค่อยได้เจอเพื่อนๆ ที่หอวสันต์เลย

คิดถึงเนอะ คิดถึงตอนที่ไปกินข้าวกัน ไปเล่นที่หอวสันต์ 

คิดถึงวันแรกที่เจอแบ้งค์กับตั๋นหน้าสนามเทนนิส

คิดถึงวันที่แบ้งค์ทิ้งวิพัฒน์ให้กลับหอคนเดียวเพราะตามเนยไปแก้ I วิชาคอมฯ

คิดถึงเนอะ บรรยากาศแบบนั้น เอากลับคืนมาไม่ได้อีกแล้วซินะ
อะไรคือดูหนังเรื่อง PK 2 รอบ

แล้วบอกกับตัวเองว่า

"อยากมีแฟนเป็นมนุษย์ต่างดาว"

#อิสัสใจเย็นๆ #Amk 



วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

17/07/58



สุขสันต์วันเกิดขอรับ ขอบใจนะที่อยู่ด้วยกันมาเสมอ

ดีใจนะขอรับ ที่เรามีกันแบบนี้

"ฉันดีใจที่มีเธอ ต่อให้เธอไม่เคยจะมีจริง"

17 July 2015

#เบิร์ดเดย์ขอรับปันจุเหร็จ



วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

มันคงจะผิดที่ข้าพเจ้าคาดหวังมากเกินไป

คาดหวังว่าอะไรๆ มันจะดี

คาดหวังว่าทุกอย่างจะสวยงาม

ช่วยไม่ได้ ก็ดันอยู่ในมโนมาตั้งแต่เล็กจนโต

ถ้ารู้ว่าการก้าวออกมาสู่โลกความจริง

มันจะต้องเจ็บขนาดนี้ สู้ให้ข้าพเจ้า

จมอยู่กับความเพ้อฝันของตัวเองจะดีเสียกว่า

"รู้บ้างไหม ว่าเนยนับวันรอให้วันนั้นมาถึง

นั่งดูปฎิทินทุกวันก่อนนอน เฝ้ารอๆๆ

รอว่าเมื่อไหร่วันนี้จะมาถึง รอว่าเมื่อไหร่จะได้เจอกัน

รอว่าเมื่อไหร่จะได้กินข้าว ได้กอด ได้จับมือ"

สรุปว่า กูแมร่งมโนไปคนเดียวทั้งนั้น

ตอนนี้ในใจมีแต่คำสบถ แต่ก็ไม่เคยจะพูดออกไป

มันผิดที่กูเนี้ยแหละ ที่ดันจำทุกอย่างได้ขึ้นใจ

เสือกลืมไม่เคยได้ ตั้งแต่วันแรกที่เจอกัน

ผิดที่กูเองแหละ ....(หายใจเข้าลึกๆ ขอรับ)

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555








แหวนนกฮูก น่ารักทำเอง ชอบๆ

ลักษมัณ

ลักษมัณ รู้อะไรไหมขอรับว่าข้าพเจ้าอยากเจอท่านมาก

ทั้งที่รู้ว่าการจะได้เจอท่านมันยากยิ่งกว่าเดินทางไปขอบจักรวาล

ขอบจักรวาลตามหายากเพียงใด การพบเจอกันของเราคงยากยิ่งกว่า

ข้าพเจ้าเฝ้าฝันตลอดนะขอรับ ว่าสักวันเราจะเจอกัน ต่อให้เป็นแค่ในฝัน

ขอแค่สักครั้งที่จะฝันถึง ข้าพเจ้าสัญญาว่าจะจดจำฝันนั้นไปตลอดกาล

ลักษมัณขอรับ ลักษมัณเป็นบุรุษในจินตนาการคนแรกที่ข้าพเจ้าหลงรัก

และ ณ ตอนนี้ นาทีนี้ ข้าพเจ้าก็ยังรัก ถึงไม่รู้ว่าเพราะอะไรก็ตามเถอะนะ

ข้าพเจ้าชอบท่านเพราะคำว่า "ลักษมณ์" มันไม่มีเหตุผลเลยว่าไหม

เหมือนกับที่ข้าพเจ้ารักองค์นเรศ รักพระองค์ไม่ใช่เพราะทรงเป็นราชา

ไม่ได้รักเพราะทรงเป็นวีรบุรุษ ไม่ได้รักเพราะทรงเป็นยอดนักรบ

ไม่ได้รักเพราะทรงกู้เอกราช แต่รักเพราะพระองค์คือ "พระนเรศวร"

รักเพราะพระองค์คือพระองค์ ต่อให้ไม่ได้ทรงกู้เอกราช ข้าพเจ้าก็รัก

องค์ลักษมณ์ก็เหมือนกันขอรับ คนหลายคนชื่นชมหนุมาน

ชื่นชอบ พระราม แต่ข้าพเจ้าขอแค่ท่านก็พอ ลักษมัณ

ขอแค่มีท่าน...แม้จะแค่ในจินตนาการ ข้าพเจ้าก็มีความสุข

แค่มีท่านไว้ให้คิดถึง ได้รัก แม้จะเป็นแค่ฝันลมๆแล้งๆ ก็พอใจ

ขอบพระคุณท่าน "ฤาษีวาลมีกิ" ที่รจนาแต่งมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมา

มหากาพย์ที่แม้จะผ่านมาเป็นพันๆ ปี ก็ยังคงอยู่คู่กับโลก

มหากาพย์ที่ทำให้ข้าพเจ้าได้รักคนคนหนึงซึ่งไม่เคยมีตัวตน โดยไม่มีเงื่อนไข

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

จะเก็บเรื่องราวของเราเอาไว้

"ระหว่างเราฉันนั้นรู้มันคงเป็นไปไม่ได้ ระหว่างเราฉันนั้นรู้ ระหว่างเราฉันเข้าใจ

โลกความจริงมันรุนแรง เกินกว่าใครจะรับไหว ฉันนั้นรู้ๆ ว่าตัวฉันต้องห้ามใจ"

แค่เริ่มต้นบทเพลงก็รู้ได้ทันที่ว่าบทเพลงนี้มันช่าง "โดนใจ"

แบบว่าอะไรมันจะตรงแบบนี้ มันช่างเหมือนว่าเพลงๆ นี้แต่งมาเพื่อเรา

นั้นคงเพราะเรื่องราวของเรามันเป็นได้แค่เพียงใน "จินตนาการ"

แม้จะรู้ดีว่ามันเป็นไปไม่ได้ "จะทรมานสักเท่าไร แต่เราก็คงต้องฝืนทน

ก็มันเป็นเรื่องของเหตุผลที่ต่างคนต้องเข้าใจ ไม่ว่าเราจะดึงดันจะดื้อรัน

สักเพียงไหน เราก็คงจะต้องยอมปล่อยให้มันต้องเป็นไป...."

ใช่เลย!!ขอรับ "ไม่ว่าเี่ราจะดึงดันจะดื้อรันสักเพียงไหน เราก็คงจะต้องยอมปล่อยให้มันต้องเป็นไป"

นั้นคงเพราะ "โลกความจริงมันรุนแรงเกินกว่าใครจะรับไหว"

ดังนั้นแล้ว "ฉันนั้นรู้ๆ ว่าตัวฉันต้องห้ามใจ" เพราะโลกความจริงมันไม่งดงามเหมือนเทพนิยาย

ไม่สวยงามดั่งจินตนาการ เพราะความจริงเราไม่มีกัน มันทรมานนะขอรับ

ที่เราไม่ได้มีกันและกันจริงๆ นั้นเพราะโลกความจริงมันรุนแรงเกินไป

โลกที่เทียบไม่ได้กับจินตนาการ สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้ก็มีแต่เพียงการ "ฝืนทน"

ด้วยเหตุผลบางอย่างที่เราทั้งหมดต้องเข้้าใจ เหตุผลแห่งความเป็นจริง

นั้นเพราะเรามีกันและกันได้แค่เพียงในจินตนาการ แม้เหตุผลนี้ฟังดูทรมาน

แต่เราก็ต้องเข้าใจและทำใจกับเหตุผลนั้น โดยปล่อยให้มันเป็นไป

แต่รู้อะไรไหมขอรับ "โลกความจริงเป็นเช่นไร ฉันไม่รู้ไม่สนใจ"

ข้าพเจ้าไม่สนใจโลกความจริง ไม่ว่าใครจะมองยังไง เรายังมีกันเสมอ

เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ว่า "วันพรุ่งนี้เป็นเช่นไร ฉันไม่รู้ไม่สนใจ"

นั้นเพราะ "อยู่ในจินตนาการอยู่ในฝันฉันเรื่อยไป จะเก็บเรื่องราวของเราเอาไว้...ในจินตนาการ"

พวกเราทั้งหมดจะอยู่ในจินตนาการของกันและกันเสมอ "จะเก็บเรื่องราวของเราเอาไว้เสมอ"